เมื่อรถมาเทียบท่า สินค้าก็มาเทียบคนเดินทาง.. แม่ค้าทั้งนั้นครับ หาพ่อค้าทำยายากเหลือเกิน (ดีแล้วแหละ) เห็นลีลาเรียกขายของ ของเธอๆแล้วต้องชื่นชมในความเก่งครับ.. บางถาดนั่นไม่ใช่เบาๆนะครับ
เราผ่านหลายหมู่บ้านในวันนั้น โดยมากเป็นเขตแห้งแล้งครับ เห็นแต่วิวสีน้ำตาลแดงเป็นส่วนใหญ่ หาที่เขียวเย็นตาได้ยากนัก
จนมาถึงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำสาขาของอิระวดี
เราจอดรอให้รถจากอีกฟากข้ามมาก่อนเพราะสะพานแคบสวนทางกัน ไม่ได้
น้องสาวคนนี้เร่มาที่หน้าต่างรถเรา.. ผมยิ้ม เธอยิ้ม.. พวกเราหลายคนก็ยิ้ม
ขนมอะไรเพ่ ? ผมตะโกนไปทางเบาะหน้ารถ
พี่ทุน ไกด์ของเราตอบมาว่า ขนมตาลครับ
ผมโพล่งออกไปทันที " แบ่เล่าแล ? "
เธอตอบออกมาเป็นภาษาพม่า (ผมมึน)
แล้วเธอก็หยิบถุงขนมนั้นให้ผม 1 2 3 4 5 ห้าถุง.. แล้วก็ดึงแบงค์ห้าร้อยจั๊ต ไปจากมือผมรวดเร็ว ที่แก้มมีรอยอมยิ้มเล็กน้อย
เธอคงขำไอ้หนุ่มหน้าพม่า แต่ พูดพม่าไม่ได้ ที่ทำเป็น speak พม่าถามราคาของ แต่พอเธอสวนกลับเข้าให้ ก็หงาย.. ไปต่อไม่เป็น
ผมยังจำรสขนม และ ยิ้มของแม่ค้าสาวคนนี้ได้ติดตาติดใจจนวันนี้
เส้นทางจากย่างกุ้ง มุ่งไปแปร และ พุกาม - มัณฑะเลย์ เป็นการท่องไปในบริเวณภาคกลางของพม่า ถ้าเทียบกับเมืองไทยให้เห็นภาพ
ก็เหมือน กับ เราบินไปลงกรุงเทพ? (ย่างกุ้ง) แล้วก็นั่งรถไปเที่ยวภาคกลาง คืนแรกนอนแปรก็เหมือนนอนที่ นครสวรรค์ คืนสองไปพุกาม ก็เหมือนไป พิษณุโลก วนไปทางเพชรบูรณ์ แล้วก็วกกลับ ทางลพบุรี - กรุงเทพฯ
ระยะทาง และ ทิศทางประมาณนั้น แต่ ต่างกันสิ้นเชิงครับ ภาคกลางของไทยคือพื้นที่ดินดำน้ำชุ่ม ข้าวเขียวน้ำนอง แต่ ภาคกลางพม่า ค่อนข้างแห้งแล้งครับ ไม่ฉ่ำเหมือนบ้านเรา จะมีก็พวกไร่ถั่ว ดงตาล และ พุ่มไม้เตี้ยดินเหลืองฝุ่นบาน ประมาณนั้นครับ
ชนบทพม่าก็ไม่ต่างจากบ้านเราสักยี่สิบปีก่อนนี้นักครับ เขายังต้องไปหาบน้ำไกลๆ ไปซักผ้าผ่อนที่แหล่งน้ำธรรมชาติ อาบน้ำให้เสร็จแล้วเดินหรือนั่งรถม้ากลับบ้านไปในถนนลูกรังสายเ ดิม ในขณะที่รถเมล์ วิ่งสวนไปมาเหวี่ยงฝุ่นสีส้มลอยฟุ้ง
ประพรมหัวหูคนเพิ่งอาบน้ำ เหมือนประแป้งเย็นตรางู
เด็กๆมีโลกใบน้อยที่เป็นของพวกเขา สุขสนุกสนาน.. รอบตัวมีแต่สิ่งบันเทิงเริงใจ.. ไม่ใคร่แบกทุกข์ปรุงแต่งไปเช่นผู้ใหญ่อย่างเรา.. เก็บมันไว้ให้ดีนะอีหนู.. ความสุขแบบเด็กเนี่ยะ
ผ่านทิวต้นตาลแซมพืชไร่ ใกล้พุกามมากแล้ว ผมเกิดคำถามเล็กๆในใจครับ ทำไมคนเราจึงเลือกอยู่ในที่กันดาร ทำไมเขาอยู่ได้ และทำไมเขาไม่โยกย้ายไปหาที่ซึ่งสมบูรณ์พร้อมกว่านี้
บ้านใครใครก็รัก จิตวิญญาณตั้งแต่บรรพบุรุษคงฝากฝังกันไว้กระมังครับ.. รากเหง้าอยู่ที่นั่น ร่างกายและหัวใจก็จะเป็นของแผ่นดินตรงนั้น มิอาจเป็นอื่น
อยู่กับดงตาล ก็ต้องปีนต้นตาล.. เมาก็เหล้าตาล.. อยากหวานก็ขนมตาล.. ดินแห้งแล้งแตกระแหง ปลูกข้าวไม่ไหว ก็คงต้องไปทำไร่ถั่ว.. ไฟฟ้าไม่มี ทีวีไม่มา.. ก็ต้องเล่นระบำดูกันเอง
ดินเลือกพืชพรรณ.. พืชพรรณจะเลือกสัตว์.. สัตว์จะรวมเป็นสังคม.. สังคมจะให้กำเนิดวัฒนธรรม.. เมื่อสั่งสม งอกงาม
วัฒนธรรมชิ้นเอก ก็อาจก้าวสู่การเป็น อารยธรรม.. และ ดงตาลดินแตกระแหงแบบนี้แหละ.. สร้างอารยธรรมแบบพุกาม ให้โลกตะลึงมาแล้ว
จากตี 4 ที่เมืองแปร..เราถึงทุ่งเจดีย์พุกามจริงๆ สี่โมงเย็นครับ..
ทางไม่ดีเลยครับ เหมือนทางเกวียนมาตลอด.. วัดแรกที่เราได้สัมผัส คือวัดนี้ครับ ธรรมราชิกา..
พม่า ยุคสมัยพุกามนั้น รับศิลปะและแนวคิดพุทธเต็มๆ จากมอญ ซึ่งรับศาสนาพุทธมาจากอินเดีย
เกิดสงครามระหว่างอาณาจักรพุกาม กับ อาณาจักรมอญทางตอนกลางของประเทศ.. เมื่อเกือบพันปีมาแล้ว
เพื่อพระไตรปิฏกนะครับ.. กองทัพพุกามยกไปตีมอญเพื่ออยากรับศาสนาพุทธครับ.. แล้วเขาก็ทำได้
แผนผังของศาสนสถานในพุกามแทบทั้งหมด จะมีเจดีย์ประธานอยู่ตรงกลาง และ มีมุข หรือวิหารรายรอบตามทิศหลักๆ ทั้งสี่ทิศ ตามคติความเชื่อในเรื่องของจักรวาล
ซึ่งมีแนวคิดสังเขปว่า ที่ศูนย์กลางจักรวาลนั้น มีภูเขาลูกหนึ่ง คือ เขาพระสุเมรุ และ ที่บนยอดเขาแห่งนี้ มีเจดีย์อยู่ที่ยอดเขา คือ เจดีย์จุฬามณี อันเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ และ ทันตธาตุ ของพระพุทธเจ้า
ฉนั้น เจดีย์ที่สร้างไว้ตรงกลางนี้ ก็เปรียบได้เสมือนเจดีย์จุฬ่ามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ศูนย์กลางแห่งจักรวาลอันไพศาลแห่งนั้น
ที่รอบๆฐานเจดีย์ประธาน มีแผ่นหินหรือ กระเบื้องเคลือบ.. ประดับไว้รายรอบ ภาพนั้นเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ และ ชาดก
ภายในองค์เจดีย์กลางนั้น ส่วนใหญ่จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ด้วย.. ในภาพจะเห็นภาพเขียนสีรอบๆผนังทั้งสามด้าน
ภาพเหล่านี้ มีอายุอานามก็ใกล้ๆพันปีแล้วนะครับ นับว่าเก่าแก่มาก..
วัดที่สองในพุกาม ก็คือ 1 ในมหาบูชาสถานสำคัญสูงสุดในพม่า
ชเวซิกอง.. เจดีย์สีทองอร่ามซึ่งบรรจุพระทันตธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า.. กษัตริย์อโนรธา มหาราชที่ชาวพม่าเคารพนับถือสูงสุด 1 ใน 3 (พระเจ้าอโนรธา - บุเรงนอง - พระเจ้าอลองพญา) เป็นผู้สร้าง เนื่องในโอกาสที่ทรงมีชัยเหนือกองทัพมอญอย่างเด็ดขาด
(ชเวซิกอง หมายถึง เจดีย์ทองแห่งชัยชนะ / ธีรภาพ โลหิตกุล / ท่องแดนเจดีย์ไพรในพุกามประเทศ)
วันนั้นเราพบเข้ากับขบวนงานบุญที่มีคนมาร่วมงานมากหน้าหล ายตาพอดิบพอดี
มีแห่มีโห่ฮากันไปรอบๆองค์เจดีย์.. นำโดย ตัวตลกตัวเอก Myanmar Joker อู ฉ่วย โย.. ใครแต่งก็ต้องฮา ใครแต่งก็ต้องถือร่ม .. นี่คือเอกลักษณ์ของเขา
ขบวนดนตรี
เป็นงานบวชสามเณครับ จากที่ดูๆ ผมว่าน่าจะเป็นการบวชจำนวนมาก เหมือนการบวชเณรภาคฤดูร้อนในบ้านเรา
ที่ทางเดินจากลานด้านนอกวัดไปสู่องค์พระเจดีย์ชเวซิกอง มีร้านรวงเรียงสองฟาก สินค้าที่นิยมนำมาเสนอแก่ลูกค้า ก็เป็นจำพวกลูกประคำ หนังสือสวดมนต์ งานแกะสลักไม้.. แป้งทะนาคา - หินฝนทานาคา ผมได้ของที่ระลึกซึ่งตั้งใจจะนำไปฝากคนที่เมืองไทยจากตรงนี้
รถเครื่องดนตรีของแต่ละหมู่บ้านจะตกแต่งสวยงาม เครื่องดนตรีจะประกอบไปด้วย กลอง - ฉาบ - ฆ้อง - อีเลคโทน เสียงโหม่งๆ ตุ้มมม ตุ้ม แฉ่ แฉ่ . .. คนพม่าเขาบอกสนุกครึกครื้นมาก แต่ คนไทยอาจฟังไม่เข้าใจก็เป็นได้ มันดูค่อนข้างรกหูด้วยเสียงฉาบไปหน่อยครับ
หน้ารถดนตรีคันนี้ มีภาพน่าสนใจครับ ในภาพนี้คือสัตว์อันเป็นสัญญลักษณ์ประจำชาติพม่า เป็นสัตว์ที่พิศดารอย่างยิ่งครับ เรียกว่าตัว ปัญจรูป
เป็นสัตว์ในเทพนิยายปรัมปรา ประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญของสัตว์ 5 ชนิด
1. หัว เป็น สิงห์
2. งวง และ งา เป็นช้าง
3. หาง และ ลำตัว เป็นปลา
4. ขา และ เขา เป็นกวาง
5. ปีก เป้นพญาหงษ์
ปัญจรูปนี้ เป็นโลโก้ ของสายการบิน เมียนมาร์ แอร์เวย์ ด้วย.. และ นิยมประดับกับรถดนตรีสไตล์ดั้งเดิมแบบนี้ด้วย ยังไม่ทราบว่าทำไมเหมือนกันครับ..
ม่วนแท้น้อ.. ลูกเด็กเล็กแดงสนุกมากกับขบวนแห่แบบนี้ อารมณ์ประมาณเดินตามวงแตรวง - กลองยาว งานบวชบ้านเราได้เลย.. เอ้า !!!! ฮิ้ววว ...
เย็นนั้นเราเร่งเวลาเพื่อขึ้นไปบนเจดีย์ชเวซานดอว์ พระอาทิตย์ไข่เค็มในหน้าหนาว ยั่วยวนใจ แต่ ดูเหมือนรีบร้อนกว่าฤดูกาลอื่นๆ หน้าหนาวมืดเร็วครับ ห้าโมงก็ทำท่าจะมืดเสียแล้ว